ภัยพิบัติ ไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ภายนอก ภัยพิบัติจากจิตโง่ไปทุกข์เอง

การเสวนาภัยพิบัติที่เพิ่งผ่านมา กล่าวโดยสรุป ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามวิถีของธรรมชาติ ซึ่งวันนี้ไม่ว่าอะไรๆ ก็เกิดจากการที่ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยเป็นที่มาทั้งสิ้น จะบอกว่ามนุษย์เป็นคนทำก็ใช่ เพราะมนุษย์เป็นตัวเร่ง จะช่วยลดการใช้นั่นใช้นี่ก็ดี แต่คงเป็นได้แค่การประคองหรือชลอ สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติเองนั้นก็มีอยู่เช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราคงไม่อ้อมค้อม ต้องพุ่งมาแก้ที่เหตุในใจเป็นหลัก ข้างนอกทำอะไรได้ก็ทำไป

ในการเสวนาส มีคำที่ผู้ร่วมเสวนาพูดขึ้นมาว่า แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเลิศแล้ว ท่านก็ยังคงต้องพบกับวิบากกรรม ก่อนจะปรินิพพาน อาหารสูกรมัทวะเกิดเป็นพิษ จึงทำให้อาพาธหนัก จนดับขันธ์ปรินิพพาน

ผมเคยพูดในคอร์สที่ไปเกาะแตนว่า การที่เราต้องมาพบกับความลำบาก ณ ที่นี้ เพราะเราเคยทำเหตุใดๆ มาก็ตาม หากสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเราในชีวิตจริง คงจะทุกข์มากนะ เพราะอดอยาก เพราะลำบาก อยู่ในเต็นท์ โดนพายุกระหน่ำ แต่เห็นไหมว่า ในตอนนั้นจริงๆ ไม่มีใครทุกข์ ไม่มีใครคร่ำครวญ ทุกคนกลับเกิดปัญญาที่สามารถอยู่ได้ในสถานการณ์เลวร้ายได้โดยไม่ทุกข์

ตกลงวิบากทำให้ทุกข์แน่หรือ? หากมีปัญญา วิบากทั้งหลายก็ไม่สามารถทำให้เราเกิดทุกข์ได้ มันก็แค่นั้น มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ เมื่อถึงที่สุด ใจไม่ยึดถือมันก็เกิดๆ ดับๆ มาๆ ไปๆ ตามเรื่องตามราวของมัน ทำอะไรได้ก็ทำ แก้ได้ก็แก้ เต็มที่เพื่อทุกคน ว่างจากตัวตน


เขียนเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553


ทุกข์เกิดตอนคิด (ปรุงแต่ง)

วันนี้พวกเราที่เป็นทุกข์กันอยู่ สังเกตดูเถอะ มันเกิดได้แต่ตอนคิด

ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง วันก่อนผมขับรถไปธุระ แล้วอยู่ดีๆ ตอนผมเบรก มอเตอร์ไซค์ก็ชนโครมเข้าที่ท้ายรถผม ผมก็ขับต่อไป คนที่ไปด้วยกันก็ถามว่า ไม่หยุดลงไปดูหรือ ผมก็ตอบ ไม่เป็นไรหรอก เพราะถึงจอดลงไปดู ก็ต้องบอกกับมอเตอร์ไซค์ว่า “ไปเถอะ” อยู่ดี เสียเวลาและรถติดเปล่าๆ

จากนั้นผมเข้าปั๊ม จอดเติมน้ำมัน จึงเห็นว่ารถถูกชนแบบกันชนฉีก ไฟแตกเลย คนที่ไปด้วยกันก็ถามว่า เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร ก็รู้นะซิว่ามันเสียหาย แต่ที่แน่ๆ มันไม่ทุกข์ ก็เห็นเพียงว่าเพราะมีเหตุ ผลจึงเกิด ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไร คนที่ไปด้วยกันก็พูดต่อว่ามอเตอร์ไซค์ผิดนะเพราะเขาชนท้าย ผมตอบว่า ใช่ในทางกฎหมายน่ะเขาผิด แต่ในความเป็นจริงมันก็เพียงเราเบรกทัน แต่เขาเบรกไม่ทัน เขาถึงชน คนที่ไปด้วยกันก็ยังคงแสดงความคิดเห็นว่าแต่อย่างไรเขาก็ผิดและไฟเราก็แตกด้วย ผมก็ตอบว่า เพราะเราเบรกทัน แต่เขาเบรกแล้ว แต่เขาเบรกไม่ทัน รถเราเสียเราก็ซ่อมไป รถมอเตอร์ไซค์เขาก็คงเสียเยอะเหมือนกัน แล้วถ้าไม่มีเงินซ่อมล่ะ? ก็รอจนมีเงินแล้วค่อยซ่อม ใช้ไปก่อนก็ได้ ก็มันยังวิ่งได้นี่ กันชนแตก ใจไม่ได้แตก ที่ทนไม่ไหวเพราะใจมันแตกไปด้วย แต่หากกรณีที่เห็นควรต้องเรียกร้องค่าเสียหายก็ทำได้นี่ กฎหมายก็ช่วยดูแลอยู่แล้ว ไม่เห็นมีอะไรต้องทุกข์ร้อนเลย

หลังจากนั้นก็เดินทางกันต่อ สักพักผมจึงถามว่า ก่อนถูกชน เราก็นั่งรถกันมาสบายดี คุยกันเป็นปรกติ ขณะนี้เราก็คุยกันตามปรกติ ก่อนมาไฟไม่แตก ขากลับไฟแตก แต่เห็นไหม มันไม่มีผลกับเราเลย ถ้าใจเราไม่ไปคิดถึงมัน เมื่อเราหวนคิดถึงกันชนแตก กันชนมันจะแตกทันที กันชนจะแตกก็เฉพาะเราคิดนั่นล่ะ แต่มันแตกจริงๆ นะ ไอ้ที่มันแตกนั่นน่ะอยู่ข้างนอก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา แต่เมื่อไหร่มันแตกในใจเรา เราทุกข์เลยเห็นไหม นี่คือวิธีศึกษาด้วยการปฏิบัติ

จากนั้นสิ่งที่จะต้องเกิดปัญญาให้ได้ต่อไปก็คือ ไม่คิด-ไม่ทุกข์ พอคิด-แล้วทุกข์ นี่ยังไม่เป็นวิปัสสนาหรอก แต่ก็เป็นพื้นฐานของสมถะที่สามารถทำให้ทุกข์ลดลงได้ระดับหนึ่งทีเดียว แต่มันยังไม่ถาวร จากนั้นหากเกิดการรู้แจ้งจริง ถึงคิดก็ต้องไม่ทุกข์ นั่นล่ะถึงจะของจริง แล้วจะเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร?

ลองหันไปดูต้นไม้ที่อยู่ข้างทางซิ มีทั้งที่สวยสดงดงาม เจริญงอกงามดี และประเภทที่ถูกแมลงกัดกิน รวมถึงที่ล้มตายเพราะหมดอายุขัย เราทุกข์ไปกับมันไหม คำตอบคือไม่ ทำไม? เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเรา นั่นล่ะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา นี่คือสัจธรรมความจริง แต่เมื่อเรามีความเห็นผิดที่สั่งสมมา เพราะเราไปยึดถือว่าจิตมีตัวตน จิตจึงไปยึดถือว่าขันธ์ 5 ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะมีเหตุปัจจัยมาเป็นของเรา เมื่อขันธ์ 5 ไปมีปฏิสัมพันธ์กับอะไรหรือกับใคร จิตจะยึดว่านั่นเป็นของเราในใจไปด้วยโดยอัตโนมัติไม่ต้องสั่งเลย ความคิดทั้งหลายนั่นเรียกว่า สังขาร การปรุงแต่ง ถ้าลำพังสังขารที่เป็นความคิดนั้นไม่ถูกปรุงแต่ง เราก็ไม่ทุกข์หรอก แต่พอถูกปรุงแต่งขึ้นมา เราทุกข์เลย

ถูกปรุงแต่งอย่างไรจึงทุกข์?

ก็ถูกปรุงแต่งว่านั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นี่ล่ะจึงทุกข์ ขับรถผ่านรถที่เกิดอุบัติเหตุบนถนน เราทุกข์ไหม ไม่ อาจจะเห็นใจบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ได้ไปทุกข์กับเขาด้วย ถูกไหม เพราะมันไม่ยึดเป็นของเรา แต่พอรถเรา กันชนเรา ไฟท้ายของเรา นั่นทุกข์ทันที เราไม่ได้ไปคิดเอาว่ามันไม่ใช่ของเรา แล้วจะหายทุกข์ เพราะหากให้ใครลองคิดดูก็จะพบความจริงว่าทุกข์ไม่ได้หายไป เพราะเราจะเถียงเองว่ามันเป็นรถเรานี่ ก็เราซื้อมา เราผ่อนมันมา คนไม่เข้าใจจึงนึกว่า นี่คือปรัชญาหรือทฤษฎีที่ปฏิบัติไม่ได้จริงหรือต้องฝึกคิดให้ได้

ที่พูดมาทั้งหมดมันเป็นเรื่องของจิต ต้องเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาจากการสั่งสมความเห็นถูกคือสัมมาทิฏฐิให้มากให้บ่อย จนรู้แจ้งขึ้นมาจริงๆ วันหนึ่งจิตจะเห็นว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ที่มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ และจุดหมายปลายทางที่จะถึงที่สุดแห่งทุกข์จริงๆ คือเหตุเกิดของสรรพทุกข์ที่เกิดในใจของเรา คืออวิชชา เมื่อดับเหตุเกิดคืออวิชชาได้ จะหมดเชื้อแห่งทุกข์ หยุดการปรุงแต่งทั้งความทุกข์จากคิดที่เป็นระดับหางแถว จนถึงการปรุงแต่งองค์ประกอบแห่งการปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ นั่นล่ะ จะถึงที่สุด ทุกอย่างเดินไปตามมรรค ก็จะรู้แจ้งขึ้นได้ในแต่ละระดับ


เขียนเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2553


ผิดก็ทุกข์ ถูกก็ทุกข์

ผู้คนทั้งหลาย หลงวนไปกับเนื้อเรื่อง เรื่องราวที่กระทบกันจนน่ากลัว ทุกวันนี้เราทุกข์กันจนเป็นปรกติ ชินกับความทุกข์ นั่นไม่ได้แปลว่าไม่ทุกข์นะ ถ้ามีใครที่เขาเอามือจุ่มในน้ำร้อนจนชิน ชินจนรู้สึกว่าน้ำร้อนที่จุ่มอยู่นั้นเป็นน้ำธรรมดา ไม่รู้สึกร้อนกับมันเลย สรุปว่า น้ำนั้นร้อนหรือไม่ร้อน…ร้อน ไม่เชื่อลองให้คนที่เขาจุ่มในน้ำอุณหภูมิห้องจริงๆ ไปจุ่มน้ำที่คนนั้นจุ่มดูซิ เขาจะบอกทันทีเลยว่า เธอจุ่มอยู่ได้ยังไง มันร้อนจะตาย

นี่คือสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลผู้ไม่ได้สดับ ไม่รู้ทุกข์ เพราะชินไปกับทุกข์ เมื่อไม่เห็นโทษภัยในทุกข์ จิตก็ไม่ดิ้นรนแสวงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์

สมัยเมื่อท่านยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่นั้น ท่านเพียงเห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย เห็นนักบวช จิตที่สั่งสมมาจนบารมีเต็มเปี่ยม จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าขึ้นภายในที่จะหาหนทางพ้นทุกข์ให้ได้ และวันนี้ท่านก็สามารถหาหนทางที่สัตว์โลกจะพ้นจากการตาย-การเกิดได้จริงๆ เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตายนั่นเป็นทุกข์ล้วนๆ เราจะไปจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ เราจึงไม่เคยคิดจะไปจากมันเลย

นี่คือสาเหตุที่แม้นความทุกข์ใจตั้งมากมายเหมือนน้ำร้อน เกิดขึ้นในใจเราแล้ว แต่เรากลับไม่รู้สึกเลยว่ามันทุกข์ ถ้ายกตัวอย่างสักเรื่อง เช่น เราโดนเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานต่อว่า ทั้งๆ ที่เราไม่ผิด เราก็มานั่งทุกข์เสียใจ ตีโพยตีพาย เที่ยวเล่าเรื่องนั้นให้ใครๆ ฟัง (จริงๆ เพื่อหาพวกให้เขาเข้าใจหรืออยู่ข้างเรา หรือไม่ก็ให้เขาปลอบประโลมใจ) คนที่ฟังต่อจากเรา เขาก็เป็นทุกข์เพราะอินในเนื้อเรื่อง ส่วนใหญ่พอแสดงความคิดเห็น ก็สุมไฟเพิ่มอีก คนที่ไม่เกี่ยวข้องมาเห็นเรื่องราวก็เป็นทุกข์ สรุปแล้วลงนรกกันหมด เฮ้อ…พวกไก่ซีพี เพราะแทนที่เห็นว่ามันทุกข์ แล้วหาทางที่จะพ้นไปจากมัน กลับช่วยกันทำให้มันร้อนขึ้นไปกันใหญ่

ไก่ซีพีที่เลี้ยงในฟาร์ม จิกตีกัน แย่งอาหาร แย่งอาณาเขต แย่งตัวผู้ พอเขาจับขึ้นรถ ก็แย่งกันเข้าก่อน อยู่ในรถก็ทะเลาะกันเถียงกัน ถึงโรงงานแย่งกันออกก่อน พอถึงเวลาสังหาร ก็ตายแบบไร้การแจ้งล่วงหน้า สิ่งที่ได้ติดตัวไปคืออกุศลทั้งชีวิต ไปมืดทั้งๆ ที่ได้เกิดมากินดีอยู่ดี อย่าหลงวนในเนื้อเรื่องกันนักเลย อะไรที่ผ่านมาในชีวิต มันต้องผ่านไปในที่สุด ลองนึกถึงวันที่เคยเจ็บปวดเป็นทุกข์ที่สุดในชีวิต วันนี้มันไปไหนแล้ว วันนั้นทำอะไรเป็นการก่อเวรทิ้งไว้หรือเปล่า ทุกข์วันนี้หายไปแล้ว แต่วิบากกรรมที่สร้างไว้ยังคงอยู่รอผลนะ

ดังนั้นวันนี้อะไรผ่านมา ไม่ต้องดิ้นหนี ถึงจะดิ้นหนีมันก็ผ่านไปอยู่แล้ว จงเป็นไก่สงบๆ เถอะ เพราะเมื่อวันนั้นมาถึงก็ต้องไปหมุนอยู่หน้าเซเว่นอยู่ดี จะได้เป็นไก่ 5 ดาวอย่างแท้จริง เพราะที่หมุนอยู่นั้น มันเป็นแค่ซากที่เคยเป็นไก่ จะไปเดือดร้อนอะไร


เขียนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553


น้ำแกล้งเราหรือ?

น้ำว่างจากตัวตน ไหลไปเรื่อยตามเหตุของมัน ไม่ได้จะทำลายใคร หรือทำให้ใครเสียใจ วันก่อนหน้านี้ก็อยากให้ฝนตก ข่าวน้ำในเขื่อนไม่พอ ชาวบ้านแย่งน้ำกัน วันนี้ข่าวเขื่อนทุกเขื่อนเก็บน้ำไม่ไหวแล้ว ต้องรีบปล่อย ข่าวชาวบ้านแย่งกันพังคันกั้นน้ำเพราะไม่อยากได้น้ำแล้ว

เขาไหลไปเรื่อยๆ ไปตามทางตามช่องที่ไปได้ พอไหลหมดเดี๋ยวก็หน้าแล้งแย่งน้ำกันอีก

หลังสวนยินดีธรรม น้ำในคลองขึ้นๆๆๆๆ จนสุดแล้ว น้ำก็ลงๆๆๆๆๆ จนสุดแล้วก็ขึ้นๆๆๆๆๆ จนสุดแล้ว ก็…อย่างนี้มาดลอด ใครยึดว่าตรงไหนคือดีที่สุดก็คงต้องทุกข์ตลอดกาล เพราะมันคือธรรมะ


เขียนเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554




ออกจากกามแบบอยู่กับกาม

วันนี้หากเราเอาธงพระนิพพานตั้งไว้ แล้วจะเดินทางไปให้ถึง เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องดำริถึง คือการพรากออกจากกามหรือเนกขัมมะ

วันนี้ทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ทางโลกนั้น ไม่สามารถจะพรากออกจากสิ่งยึดติดนี้ได้ หากเราพรากได้อย่างพระ การเดินทางเข้าหาธงชัยนั้น ก็คงทำได้สะดวกขึ้น ดังนั้นใครก็ตาม ที่เห็นความจริงข้อนี้ จะเห็นความจริงในลำดับต่อไปว่า ถ้าเราเทียบความเป็นพระในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว การเป็นพระ น่าจะเดินทางได้ง่ายกว่า (ต้องพระแท้นะ) เพราะการพรากจากกามแบบหักดิบ แล้วอดทนอดกลั้นฝืนทนจนเป็นปรกติ เหมือนกับคนจะเลิกยาเสพติด จะโหยหาลงแดง ดังนั้นต้องอดทนอดกลั้นอย่างมาก แต่ผู้ที่อดทนจนเลิกไปได้แล้ว ก็จะเป็นกำลังใจและสรรเสริญการกระทำของบุคคลนั้น

ทีนี้กลับมาที่เรา ในเมื่อทำอย่างพระไม่ได้ เครื่องร้อยรัดก็เต็มไปหมด จึงต้องใช้ปัญญาในการพรากแทน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า จะละจากสิ่งใด ให้ถอนฉันทราคะในสิ่งนั้น ฉันทราคะก็คือความยินดีพอใจในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะกลายสภาพเป็นของว่างหมดอิทธิพลทางใจต่อเรา

ลองมาสังเกตดูว่า อะไรมีอิทธิพลต่อจิตใจของเราบ้าง อะไรทำให้ใจเราคอยโหยหา หวนหาอยู่เรื่อยๆ เช่น อยากได้กระเป๋า ภาพกระเป๋าก็จะมาวนเวียนเวียนวนอยู่ ไม่หยุดหย่อน ชอบรับประทานของดีๆ อร่อยๆ เผลอๆ ก็จะอยากกินสิ่งนั้นอยู่เรื่อยๆ บางท่านอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เรื่องพวกนี้เมื่อสะสมไว้ จะกลายเป็นกำลังที่ทรงพลังของอวิชชา นี่คือเหตุผลว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญสาวกที่เห็นโทษภัยแม้เพียงเล็กน้อย

สมาธิละราคะ ลองดูทีวีไปรู้ลมไปสิ จะรู้เองเลยว่า ความสนุกหรือความพอใจมันหายไป เมื่อความตั้งมั่นมีอยู่ จะรู้เองว่า ขณะที่ยินดีพอใจนั้น ใจไหลไปกับราคะและความเพลิน ที่เราบอกว่าสุขนั้นเพราะเราติด เมื่อไม่ได้ก็ทุกข์ และถ้าไม่ได้ออกผลในเรื่องนั้น ก็จะไปออกผลในเรื่องอื่นต่อไป

เนกขัมมะในชีวิตบ้าง อย่าปล่อยให้ไหลไปกับโลกมากนัก อย่าเจ้าเหตุเจ้าผลนักเลย เพราะเหตุผลทั้งหลายนั้นล้วนปกป้องแต่กิเลสทั้งสิ้น


เขียนเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554


ประมาท

สังเกตไหม ว่าทุกเช้าที่เปิดทีวีดูข่าวน้ำท่วม จะได้ยินประโยคนี้ทุกที่ที่น้ำไปถึง “น้ำมาเร็วมากเก็บของไม่ทัน” มันเริ่มท่วมมาเป็นเดือนแล้วไม่ใช่หรือ? ถ้าบ้านเขาไม่มีที่ที่ให้ขนของหลบไปจริงๆ ก็พอเข้าใจได้ แต่คนที่บ้านมีชั้นสองนี่ ฟังไม่ขึ้นเลยจริงๆ

มันสื่อไปถึงทุกอย่างของการใช้ชีวิตรู้ไหม? เคยซื้อกล้วยน้ำว้าไหม? กล้วยหวีหนึ่งส่วนใหญ่กินกันไม่ทันหรอก แต่จะไม่ให้ใคร จนกว่ามันงอมจนแทบกินไม่ได้แล้ว หรือสุดท้ายโยนทิ้งถังขยะ (วันที่ซื้อบอกแม่ค้าหั่นครึ่งหวีเลย แล้วยื่นให้คนกวาดถนน วินมอเตอร์ไซค์ ยามหน้าหมู่บ้าน ตำรวจจราจรไปเลย) เสื้อผ้าในตู้ที่มีเยอะมาก วันไหนที่ใจกรุณาขึ้นมา หยิบตัวที่ไม่เคยใส่มาเลยทั้งปีว่าจะบริจาค แต่สุดท้ายก็ยังหวงใส่กลับเข้าไปในตู้อีก ได้บริจาคจริงๆ ไม่กี่ตัว มันตัดอะไรไม่ขาดสักอย่าง จะยกจะขนของหนีก็กลัวน้ำมันจะไม่ท่วมเดี๋ยวยกเก้อ เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวน้ำมาจริงๆ แล้วค่อยยกอีกที ฉันว่าคงไม่ท่วมขนาดนั้นหรอก ถ้ามันไม่ท่วมก็รอดไป แต่ทำไมไม่คิดว่าถ้ามันท่วมล่ะ..ประมาทจริงๆ

วันที่น้ำท่วมบอกว่าไม่ได้เตรียมตัวทั้งๆ ที่มันท่วมเห็นๆ ใจมันไม่เคยคิดว่าจะเป็นเรา เพราะมันเห็นทุกอย่างเป็นนิจจัง ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันที่ดีๆ ของเราหรอก ขนาดน้ำท่วมเห็นๆ ยังคิดไม่ออก

คนทุกคนต้องตายใช่ไหม? แล้ววันที่ความตายมาถึง คนจะพูดว่าอย่างไรรู้ไหม?

ฉันยังไม่พร้อมเลย…(ใครถาม?) น้ำท่วมรู้ล่วงหน้าก่อนสักอาทิตย์ แต่ “ตาย” นี่รู้ล่วงหน้ามาตั้งแต่เกิดเลยนะ


เขียนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 ช่วงมหาอุทกภัยกรุงเทพฯ


สาเหตุ 5 ประการ ที่ทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง

ภิกษุทั้งหลาย…บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุ 5 อย่าง แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจจะก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุ 5 อย่างอะไรเล่า

5 อย่างคือ หนึ่ง สนใจแต่คำพูด สอง สนใจแต่ผู้พูด สาม สนใจแต่ตัวเอง สี่ มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่มีเอกัคคตาจิตฟังธรรม และ ห้า ทำในใจไม่แยบคาย


อีกปริยายหนึ่ง

หนึ่ง สนใจแต่คำพูด สอง สนใจแต่ผู้พูด สาม สนใจแต่ตัวเอง สี่ เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ ห้า มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ไม่รู้


อีกปริยายหนึ่ง

หนึ่ง เป็นผู้ลบหลู่ฟังธรรม สอง มีจิตมากไปด้วยความลบหลู่แข่งดีฟังธรรม สาม คอยจ้องจับความผิดพลาดในผู้แสดงธรรมด้วยจิตมุ่งร้ายแข็งกระด้าง สี่ เป็นคนโง่เงอะงะ ห้า มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ไม่รู้


ภิกษุทั้งหลาย…บุคคลประกอบด้วยเหตุ 5 อย่างเหล่านี้แล แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย


เขียนเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2553